The Margin of Safety: Why Supplement Safety is a Shared Responsibility

Margin of Safety คืออะไร? ไขความลับความปลอดภัยอาหารเสริมที่ทั้งแบรนด์และผู้บริโภคต้องรับผิดชอบร่วมกัน

Key takeaways แบบสายรีบ แต่อยากรู้จริง:

  • Dose Matters: คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าใส่เท่าไรก็ได้ และในโลกเภสัชวิทยา “เยอะไว้ก่อน” อาจกลายเป็น “พังไว้ก่อน”
  • Upper Limits: RDI คือปริมาณที่ร่างกายต้องการ แต่ UL คือเส้นแดงที่บอกว่า “หยุดนะ มากกว่านี้จะเริ่มเสี่ยงแล้ว”
  • Watch the "Stack": กินมัลติวิตามิน + สูตรบูสต์พลัง + สูตรช่วยนอน พร้อมกัน อาจทำให้บางตัวพุ่งเกินเพดานแบบเงียบ ๆ โดยที่คุณเองไม่รู้ตัว

ข่าววิตามิน B6 เกินขนาดในออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้ เป็นเหมือนเสียงระฆังเตือนว่า หลักการพื้นฐานทางเภสัชวิทยายังใช้ได้เสมอ: “ขนาดกำหนดพิษ” ต่อให้ติดป้ายว่า “natural” หรือ “wellness” แค่ไหน สุดท้ายมันก็คือสารที่ออกฤทธิ์กับร่างกายจริง ๆ เมื่อสมดุลระหว่าง “ขาด” กับ “เกิน” เสียไป จากของดีอาจกลายเป็นของแรงได้ในพริบตา

กรณีที่มีผู้บริโภครายงานอาการปลายประสาทอักเสบจากการได้รับวิตามิน B6 ขนาดสูง ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการอ่านฉลากไม่ครบ แต่สะท้อนภาพใหญ่ของทั้งอุตสาหกรรม เพราะที่ผ่านมาเราชินกับคำว่า “ผู้ซื้อควรระวังเอง” แต่ในวันที่สูตรมีความซับซ้อนขึ้น ตัวเลขโดสแข่งกันสูงขึ้น ความปลอดภัยไม่ควรเป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แบรนด์ต้องโปร่งใสและสื่อสารความเสี่ยงให้ชัด ไม่ใช่เน้นพูดแต่ข้อดี

The Industry’s Duty: From Marketing to Empowerment

ตลาดจะปลอดภัยได้จริง บริษัทต้องเลิกโหมด “ขายก่อน ค่อยว่ากัน” แล้วเปลี่ยนเป็น “ให้ความรู้ก่อน แล้วค่อยขาย” หนึ่งในปัญหาคลาสสิกที่พบได้บ่อย ๆ คือ halo effect พอเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ คนก็เผลอคิดว่า ปลอดภัยใส่ไปเลยกี่โดสก็ได้! ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่อันตราย ความโปร่งใสที่แท้จริงไม่ใช่แค่โชว์คุณประโยชน์ แต่ต้องกล้าบอกด้วยว่า “เกินเท่านี้ไม่ควรแล้วนะ”

ที่ good4u เราไม่อินกับสงคราม “ใครโดสสูงกว่าชนะ” เพราะตัวเลขที่ดูแรงบนฉลาก ไม่ได้แปลว่าร่างกายต้องการจริง ๆ ความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรม คือความกล้าที่จะไม่ตามกระแสเมกะโดส ถ้ามันเกินความจำเป็นทางชีววิทยา

ซื้อข้ามประเทศต้องระวัง! เมื่อกฎหมายอาหารเสริมแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

อีกเรื่องที่หลาย ๆ คนมองข้าม คือ คิดว่ากฎหมายอาหารเสริมทั่วโลกเหมือนกันหมด ยุคนี้ง่าย ๆ แค่คลิกก็สั่งของจากอีกซีกโลกก็ทำได้ เลยเผลอคิดว่ามาตรฐานความปลอดภัยก็คงเหมือน ๆ กัน

แต่ความจริงคือแต่ละประเทศต่างกันสุดขั้ว บางที่วิตามินโดสสูงจัดเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ บางที่วางขายเหมือนลูกอม บางประเทศตรวจเข้มก่อนวางตลาด บางประเทศรอให้มีปัญหาก่อนค่อยเข้าแทรกแซง พอสั่งผ่าน e-marketplace ต่างประเทศ เท่ากับเราอาจมองข้าม “ด่านเซฟตี้” ของประเทศตัวเองแบบไม่ตั้งใจ

Megadose ไม่ได้แปลว่าดีกว่า: ไขรหัสฉลากอาหารเสริมแบบไม่โดนหลอก

อ่านฉลากให้เป็น คือสกิลเอาชีวิตรอดของสายจ่ายเงินให้กับอาหารเสริม โดยเฉพาะการแยก RDI กับ UL ให้เป็น

  • RDI: ปริมาณที่ร่างกายของคนที่มีสุขภาพดีส่วนใหญ่ต้องการในแต่ละวัน
  • UL: ปริมาณสูงสุดที่โดยทั่วไปยังไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

กระแสเมกะโดส 1,000% หรือ 5,000% ของ RDI เล่นกับความรู้สึกว่า “เห็นตัวเลขเยอะแล้วคุ้ม” เช่น วิตามิน B6 ที่ร่างกายผู้ใหญ่ต้องการแค่ประมาณ 1.3 – 1.7 มก. ต่อวัน แต่บางผลิตภัณฑ์ใส่มา 100 มก. หรือมากกว่า แม้วิตามินละลายน้ำหลายตัวจะขับออกง่าย แต่วิตามิน B6 หากได้สูงต่อเนื่อง อาจกระทบเส้นประสาทได้ การโชว์เปอร์เซ็นต์อลังการโดยไม่อธิบายบริบท จึงไม่ใช่ความเก่ง แต่คือความเสี่ยง

กับดักกินซ้อน: เมื่อสารอาหารสะสมจนเกินขนาดแบบไม่รู้ตัว

กับดักเงียบ ๆ ที่น่ากลัวกว่าคือ “กินซ้อน” ลองนึกภาพ: ตอนเช้ากินมัลติวิตามิน กลางวันเพิ่ม B-complex บอกอยากเฟรช เย็นกินสูตรช่วยนอน แยกดูแล้วว่าปลอดภัยทุกตัว แต่พอรวมกันแล้ว บางสารอาจทะลุ UL ไปไกลแบบไม่รู้ตัว

เพราะ B6 แมกนีเซียม หรือสังกะสี มักอยู่ในหลายสูตรพร้อมกัน การบวกซ้ำจึงเกิดง่ายมาก ผู้ผลิตที่มีความรับผิดชอบควรช่วยชี้จุดซ้ำซ้อนนี้ และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเช็ก “ตู้ยาและชั้นอาหารเสริม” ของตัวเองก่อนจะเติมอะไรเข้าไปอีก

ใส่เยอะก็เสี่ยง ใส่น้อยก็ไม่เห็นผล: ความย้อนแย้งของโดสอาหารเสริม

ตลกร้ายของวงการคือ บางแบรนด์ใส่เยอะเกิน บางแบรนด์ใส่น้อยเกินแบบแทบไม่มีผล เรียกว่า “dusting” คือใส่แค่พอมีชื่อบนฉลาก แต่ไม่ถึงโดสที่งานวิจัยบอกว่าเห็นผลจริง

แม้ไม่เสี่ยงพิษ แต่ก็เสียเงินฟรี เพราะคุณจ่ายเงินเต็ม แต่ได้ผลไม่เต็ม แบรนด์ที่น่าเชื่อถือต้องหา “จุดพอดี” ที่มีหลักฐานหรือให้ข้อมูลรองรับว่าได้ผล และยังอยู่ในขอบเขตความปลอดภัย ไม่มากไป ไม่น้อยไป

สำหรับเรา ความโปร่งใสไม่ใช่แค่ลิสต์ส่วนผสมยาว ๆ แต่ต้องตอบได้ว่า “ทำไมต้องใส่” และ “ใส่เท่านี้เพราะอะไร” ถ้าไม่มีบทบาทชัดเจนในกรอบที่ปลอดภัย เราเลือกไม่ใส่ เพราะความสำคัญอยู่ที่ชีววิทยาของคุณ ไม่ใช่ตัวเลขแรง ๆ ที่เอาไว้ถ่ายรูปหลังขวด

อาหารเสริมไม่ใช่ขนม ดังนั้นคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจึงจำเป็น

ในโลกที่การตลาดเสียงดังยิ่งกว่างานคอนเสิร์ต คำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรยังเป็นระบบเซฟตี้ที่ดีที่สุด เพราะอาหารเสริมบางชนิดอาจรบกวนการออกฤทธิ์ของยาที่คุณทานอยู่ หรือเสริมฤทธิ์กันจนเกินพอดี

อย่าลืมใช้ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่เผยแพร่ค่า RDI และ Upper Limits อย่างเป็นทางการ เอกสารเหล่านี้เปรียบเหมือนไฟจราจร บอกชัดว่าเขียวได้ เหลืองเริ่มระวัง แดงคือหยุด

สรุปแบบเข้าใจง่าย

ตลาดอาหารเสริมยุคใหม่ต้องเดินไปสู่โมเดลที่ “รับผิดชอบร่วมกัน” ผู้บริโภคต้องอ่านฉลากให้เป็นและตั้งคำถามเสมอ แบรนด์ต้องกล้าลดโดสที่เกินจำเป็น และสื่อสารความจริงมากกว่าคำเคลม เมื่อเราเข้าใจขีดจำกัดทางชีววิทยาของร่างกาย การดูแลสุขภาพก็ไม่ต้องแลกกับความเสี่ยง และคำว่า “กินเพื่อสุขภาพ” จะไม่กลายเป็น “กินเกินจนได้เรื่อง” อีกต่อไป

เอกสารอ้างอิง

ABC News 2025, 'TGA takes action over B6 toxicity', ABC News, 28 June, viewed 16 February 2026, https://www.abc.net.au/news/2025-06-28/tga-takes-action-over-b6-toxicity/105470210.

European Food Safety Authority (EFSA). (2023). Scientific Opinion on the tolerable upper intake level for vitamin B6. EFSA Journal, 21(5), 8006. https://doi.org/10.2903/j.efsa.2023.8006.

Qato, D. M., Wilder, J., Schumm, L. P., Gillet, V., & Alexander, G. C. (2016). Changes in Prescription and Over-the-Counter Medication and Dietary Supplement Use Among Older Adults in the United States, 2005 vs 2011. JAMA internal medicine, 176(4), 473–482. https://doi.org/10.1001/jamainternmed.2015.8581.



กลับไปยังบทความ

พูดคุยกับเรา — เราพร้อมฟัง

แบบฟอร์มการติดต่อ